วันที่ 21 พ.ค.2569 สำหรับความคืบหน้าเหตุรถไฟชนรถเมล์ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รองผบช.น. เข้าประชุมกับชุดสืบสวนสอบสวน หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา มีการจำลองเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดเหตุและจะมาสรุปอีกครั้งหลังจากประชุม
ขณะที่ญาติของ น.ส.สุภาพร หรือแอล อายุ 34 ปี หนึ่งในผู้เสียชีวิต ชาวเชียงใหม่ เดินทางมาที่ สน.มักกะสัน เพื่อมารับเอกสารและจะไปรับร่างน้องแอล ที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งก่อนที่ย่าจะไปรับร่าง ได้เดินทางไปยังอู่รถเมล์ประจำทาง ซึ่งเป็นสถานที่จอดรถของรถเมล์คันที่เกิดเหตุ
เมื่อมาถึงบริเวณจุดจอดซากรถเมล์สาย 206 คันเกิดเหตุ ที่ถูกจอดไว้ภายในอู่รถเมล์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า หลังครอบครัวของน้องแอล ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต โดยนิมนต์พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณ และทำพิธีทอดผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของญาติที่ต่างเรียกชื่อผู้เสียชีวิตด้วยความอาลัย พร้อมกล่าวว่า “กลับบ้านที่เชียงใหม่นะน้อง พี่มารับแล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่ง กลับด้วยกันนะ”
ขณะที่ทีมข่าวสำรวจสภาพซากรถเมล์คันเกิดเหตุ พบว่าตัวรถถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งคัน ตั้งแต่บริเวณด้านหน้าจนถึงด้านท้าย เบาะนั่งผู้โดยสารถูกไฟเผาวอดทั้งหมด ภายในรถยังคงมีผ้าขาวที่ใช้คลุมร่างผู้เสียชีวิตในวันเกิดเหตุหลงเหลืออยู่ โดยสภาพรถโดยรวมได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนไม่สามารถนำกลับมาซ่อมหรือใช้งานได้อีกต่อไป
จากนั้นครอบครัวของน้องแอล เดินทางมาเชิญดวงวิญญาณต่อที่จุดเกิดเหตุ โดยจุดนี้นำอาหารคาวหวานมาให้ พร้อมกับจุดธูป เพื่อประกอบพิธีตามความเชื่อทางศาสนา
นายภูริพัฒน์ อายุ 37 ปี พี่ชายของแอล เปิดเผยว่า ขณะนี้ครอบครัวยังอยู่ระหว่างรอขั้นตอนจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าน่าจะสามารถรับร่างผู้เสียชีวิตได้ภายในช่วงบ่ายวันนี้ ก่อนพากลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายภูริพัฒน์ มองว่า เป็นอุบัติเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้น และสะท้อนถึงความบกพร่องด้านมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่งมวลชน โดยมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบวินัย การขับขี่ รวมถึงการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้สอดคล้องกันจริง เพราะหากมีแต่หลักเกณฑ์ แต่ไม่มีการปฏิบัติตาม ก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียแบบนี้อีก

นายภูริพัฒน์ บอกว่า วันนี้ที่ได้เห็นซากรถเมล์คันเกิดเหตุว่า ก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เพราะสภาพรถถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด เห็นแล้วรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องการเยียวยา ยอมรับว่าครอบครัวมีความกังวล เพราะมองว่าไม่ว่าจะเยียวยามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตของน้องสาวได้ และความเสียหายทางจิตใจก็ไม่มีอะไรชดเชยได้
นอกจากนี้ ยังฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยกันกำชับและตรวจสอบระเบียบวินัยด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียซ้ำอีกในอนาคต
นายภูริพัฒน์ เปิดใจถึงความผูกพันกับน้องสาวว่า ทั้งคู่โตมาด้วยกัน รักและสนิทกันมาก น้องเป็นคนน่ารัก ไปไหนมาไหนก็จะบอกตลอด และมักเข้ามาปรึกษาเรื่องชีวิตอยู่เสมอ โดยตนคอยให้คำแนะนำเหมือนพี่ชายแท้ ๆ มาตลอด

สำหรับ “แอล” นั้น ถือเป็นเสาหลักของครอบครัว มีความตั้งใจอยากให้คนในบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น สบายขึ้น และพยายามทำงานหนักมาตลอด
และตนได้พูดกับน้องครั้งสุดท้าย เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ระหว่างแวะไปหาน้องที่คลินิก น้องบอกว่า “เดือนหน้าจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้วนะ” ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งมานึกย้อนกลับหลังเกิดเหตุ ก็รู้สึกเหมือนเป็นคำพูดที่แปลก ๆ คล้ายลางบอกเหตุบางอย่าง
ยอมรับว่าวันที่เจอกันครั้งสุดท้าย รู้สึกได้ว่าน้องดูไม่สดชื่นเหมือนทุกครั้ง สีหน้าและแววตาดูหม่นลง คล้ายไม่ได้ดีใจเหมือนเวลาที่ได้เจอกันก่อนหน้านี้ จนกลายเป็นภาพสุดท้ายที่ยังติดอยู่ในใจของตนเองจนถึงตอนนี้… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่



